รีวิวหนัง Earwig and the Witch

Earwig and the Witch

Earwig and the Witch ถือกำเนิดจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อเดียวกันของ Diana Wynne Jones ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2011 หลังการเสียชีวิตของเธอไม่นาน ตัวนิยายเป็นผลงานเล่มสุดท้ายของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษผู้เป็นเจ้าของผลงานระดับตำนาน Howl’s Moving Castle (1986) ที่ Hayao Miyazaki เคยดัดแปลงเป็นอนิเมชันในปี 2004 จนกลายเป็นหนึ่งในผลงานอมตะของ Studio Ghibli

เมื่อ Ghibli ตัดสินใจหยิบ “Earwig and the Witch” มาสร้างในปี 2020 ผู้กำกับคือ Gorō Miyazaki ลูกชายของ Hayao ผู้เคยผ่านผลงาน Tales from Earthsea และ From Up on Poppy Hill มาแล้ว จุดเด่นของโครงการนี้คือ การเป็น อนิเมชัน CGI เต็มรูปแบบเรื่องแรกของ Studio Ghibli ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของสตูดิโอที่ขึ้นชื่อเรื่องงานแอนิเมชัน 2D วาดมือสไตล์ดั้งเดิมมาตลอดหลายทศวรรษ การตัดสินใจนี้ทำให้ “Earwig and the Witch” ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะแฟนๆ ต่างสงสัยว่า Ghibli จะรักษาเอกลักษณ์ความอบอุ่นทางศิลป์และกลิ่นอายเวทมนตร์แบบยุโรปที่เคยสร้างชื่อไว้ใน Howl’s Moving Castle หรือ Kiki’s Delivery Service ได้หรือไม่ เมื่อเปลี่ยนมาใช้เทคนิคดิจิทัลสามมิติเต็มรูปแบบ

แม้จะเป็นผลงานของสตูดิโอญี่ปุ่น แต่อิทธิพลทางภาพและบรรยากาศของ “Earwig and the Witch” ยังคงมีความเป็นยุโรปชัดเจน ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรม บ้านเมือง ถนน และเครื่องแต่งกาย ซึ่งสะท้อนโลกหลังสงครามของอังกฤษในยุคกลางศตวรรษที่ 20 ได้อย่างมีเสน่ห์บ้านพักเด็กกำพร้าอันสงบเรียบที่ Earwig เติบโตในนั้น ถูกวาดขึ้นด้วยโทนอบอุ่นแต่ปนเศร้า ให้ความรู้สึกเหมือนเมืองชนบทในยุโรปตอนเหนือ ขณะที่บ้านแม่มดซึ่งเป็นสถานที่หลักในเรื่องกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายโกธิกและลึกลับ ห้องครัวที่มีกระจกหลากสี เครื่องปรุงเวทมนตร์หลากขวด และห้องสมุดมืดทึบที่ซ่อนความลับของเวทมนตร์ไว้ทุกซอกมุม

Gorō Miyazaki ใช้ CGI เพื่อสร้างมิติให้กับพื้นที่แคบๆ ภายในบ้านแม่มดอย่างมีชีวิตชีวา แสงจากเตาไฟสะท้อนบนขวดแก้ว เส้นผมของ Earwig กระดิกตามการเคลื่อนไหว และมุมกล้องหมุนรอบตัวเธออย่างอิสระ ทำให้ฉากภายในดูมีพลังและลื่นไหลมากกว่าการใช้ภาพวาด 2D เรื่องราวเริ่มขึ้นในคืนหนึ่งที่หญิงสาวผมแดงผู้หนึ่งขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าความมืดมาส่งลูกน้อยของตนให้กับบ้านเด็กกำพร้า พร้อมเขียนจดหมายทิ้งไว้เพียงว่า “ชื่อของเธอคือ Earwig และขอให้เธอปลอดภัย” หญิงสาวคนนั้นคือแม่มด ซึ่งกำลังถูกไล่ล่าโดยผู้มีอำนาจในโลกเวทมนตร์

เด็กหญิง Earwig เติบโตขึ้นในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยนิสัยแสนซุกซนแต่เฉลียวฉลาด เธอรู้จักเอาตัวรอดได้ดี มีเสน่ห์จนเด็กคนอื่นชื่นชอบ และแม้จะถูกเรียกว่า “ไม่มีครอบครัว” แต่เธอก็ไม่รู้สึกด้อยค่า เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอได้ด้วย “ไหวพริบและแผนการ” แต่แล้ววันหนึ่งคู่สามีภรรยาประหลาดมารับเธอไปเลี้ยง หญิงสาวชื่อ Bella Yaga และชายร่างใหญ่มีเขานาม Mandrake พวกเขาพาเธอไปยังบ้านลึกลับที่แปลกประหลาดเต็มไปด้วยประตูมากมาย Earwig คิดว่าในที่สุดเธอก็จะได้มีชีวิตอิสระเหมือนที่ฝัน แต่แท้จริงแล้ว Bella Yaga เป็นแม่มดผู้ต้องการเด็กมาช่วยงานในห้องปรุงยา เธอบังคับให้ Earwig ทำงานหนัก ทั้งบดสมุนไพร ล้างขวด และท่องคาถาโดยไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม ส่วน Mandrake ซึ่งอาศัยอยู่ในห้องลึกสุดของบ้าน มักโกรธง่ายและปล่อยพลังเวทที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อมีใครทำให้ไม่พอใจ

แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนถูกกักขัง แต่ Earwig กลับไม่สิ้นหวัง เธอใช้ความเฉลียวฉลาดเรียนรู้ทุกสิ่งในบ้านนั้นอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยแมวดำพูดได้ชื่อ Thomas เป็นเพื่อนคู่คิด ทั้งสองเริ่มสำรวจบ้านอย่างลับๆ และค้นพบความลับของเวทมนตร์ที่ Bella Yaga ซ่อนไว้ Earwig เริ่มปรุงคาถาด้วยตนเอง เธอแอบเปลี่ยนสูตรเล็กน้อยเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการ จนในที่สุดก็สร้างคาถาที่ทำให้เธอ “ไม่เจ็บ ไม่เมื่อย และไม่ถูกสั่งการได้ง่ายๆ” เพื่อป้องกันการถูกใช้งานอย่างไม่เป็นธรรมจากแม่มด

เมื่อ Bella Yaga โกรธที่ Earwig แอบฝึกคาถา เธอพยายามใช้เวทมนตร์ลงโทษเด็กหญิง แต่ผลกลับตีกลับเพราะ Earwig ปรับสูตรไว้ให้สะท้อนกลับไปยังผู้ใช้ ทำให้ Bella Yaga กลายเป็นฝ่ายที่ถูกกลั่นแกล้งเสียเอง ในขณะเดียวกัน Mandrake ที่เคยดูดุดันและน่ากลัว เริ่มเผยด้านอ่อนโยนเมื่อเห็น Earwig กล้าหาญและไม่หวาดกลัวต่อเขา ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามเริ่มเปลี่ยนไปจากการเป็นนายกับบ่าว กลายเป็นการอยู่ร่วมกันในฐานะ “ครอบครัวประหลาด” ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายแต่มีชีวิตชีวา

เรื่องราวคลี่คลายเมื่อ Earwig ค้นพบอัลบั้มเพลงเก่าที่มีชื่อว่า Earwig เช่นเดียวกับเธอ อัลบั้มนี้เป็นของวงดนตรีที่ Bella Yaga และ Mandrake เคยอยู่ร่วมกันในอดีต โดยแม่แท้ๆ ของ Earwig ก็เป็นนักร้องนำของวงนั้นด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดเชื่อมโยงกลับมาหากันอย่างน่าประหลาด ตอนท้ายของเรื่อง Earwig ใช้ชีวิตอยู่กับ Bella Yaga, Mandrake และ Thomas อย่างอิสระมากขึ้น เธอกลายเป็นลูกสาวที่ทุกคนยอมรับ แม้ความลึกลับของแม่แท้ๆ จะยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่ภาพสุดท้ายคือหญิงสาวผมแดงคนนั้น แม่ของ Earwig ปรากฏตัวที่หน้าประตูพร้อมลูกแมวตัวใหม่ นัยว่าการกลับมาของแม่มดผู้หายไปนานกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง

รูปแบบสไตล์หนังเรื่อง Earwig and the Witch

สไตล์หนังเรื่อง Earwig and the Witch เลือกใช้ CGI ทั้งหมดในการสร้างภาพ แต่ยังคงรักษา “จิตวิญญาณของงานวาดมือ” ผ่านโทนสีและการจัดองค์ประกอบภาพ ลักษณะของฉากและแสงเงามีความคล้ายงานสีน้ำมันในสไตล์ยุโรป เช่นเดียวกับงานภาพของ Howl’s Moving Castle หรือ Kiki’s Delivery Service แต่เพิ่มความคมและลื่นไหลของการเคลื่อนไหวด้วยเทคนิคสามมิติ ใช้กล้องเคลื่อนไหวภายในบ้านช่วยสร้างมิติที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในงานของ Ghibli เช่น ฉากที่ Earwig เดินผ่านห้องครัวที่มีขวดคาถาหลายร้อยขวด แสงสะท้อนบนแก้วเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต ทำให้บรรยากาศดูทั้งอบอุ่นและลึกลับในเวลาเดียวกัน
การทดลองที่กล้าหาญของ Ghibli ในการนำเทคนิค CGI มาใช้ในระดับเต็มรูปแบบ แม้ภาพรวมจะได้รับเสียงวิจารณ์หลากหลาย แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนความพยายามของสตูดิโอในการสืบต่อชีวิตหลังจากยุคทองของ Hayao Miyazaki โดย Gorō Miyazaki ให้เหตุผลว่าการเลือกใช้ CGI ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งความเป็น Ghibli แต่เป็นการเปิดทางให้ทีมงานรุ่นใหม่สามารถเล่าเรื่องได้อิสระมากขึ้น โดยยังคงรักษาแนวคิดหลักคือ “ตัวละครที่มีจิตวิญญาณและโลกที่เต็มไปด้วยรายละเอียด” การออกแบบตัวละครในเรื่องมีเส้นสายที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยพลัง ตัวละครทุกตัวถูกขับเคลื่อนด้วยการแสดงออกทางสายตาและท่าทางมากกว่าคำพูด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ Ghibli ยังคงไว้ได้อย่างมั่นคง แม้จะเปลี่ยนเทคนิคการสร้างภาพก็ตาม

สรุปรีวิวหนัง Earwig and the Witch

Earwig and the Witch อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็น นิทานเยาวชนแบบอังกฤษ และ ปรัชญาความเป็นมนุษย์แบบญี่ปุ่น ที่ Studio Ghibli ถนัด แม้โครงเรื่องจะเรียบง่ายและปิดจบอย่างค้างคา แต่ก็เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมจินตนาการต่อถึงเส้นทางของแม่มดน้อยในอนาคต อนิเมชันเรื่องนี้สะท้อนถึงช่วงรอยต่อของ Ghibli เอง จากโลกของ Miyazaki รุ่นพ่อที่วาดด้วยมือ สู่วิสัยทัศน์ใหม่ของ Gorō ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายขอบเขตการเล่าเรื่อง หาก Howl’s Moving Castle คือบทกวีแห่งเวทมนตร์ในโลกโรแมนติก Earwig and the Witch ก็คือการประกาศว่า “เวทมนตร์ยังคงอยู่ แม้จะเปลี่ยนรูปร่างไปตามยุคสมัย”

ดูเรื่องเกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เว็บดูหนังออนไลน์ฟรี